นิตยสารชีวิตต้องสู้
"นิตยสารชีวิตต้องสู้" โดยบริษัท ไลฟ์ นิวส์ จำกัด จัดประกวด "Thai Super Junior Award 2013"
ขอเชิญร่วมให้กำลังใจผู้เข้าประกวดรอบชิงชนะเลิศ
ในวันเสาร์ที่ 21 ธันนวาคม พ.ศ.2556
ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ สถาบันจัยจุฬาภรณ์
ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ชีวิตใสวัยทีน 

สมัคร ยกเลิก
 
ชีวิตทำกิน
มนตรี ชาตรี
 
 
 
เขาเลือกที่จะเป็น “บิ๊กเอ็น พเนจร”
เดินทางสร้างสรรค์ปั้นฝันให้เป็นจริง
   
     ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ของลูกผู้ชาย หัวใจ ไม่ยอมแพ้ แม้ชาติกำเนิด เกิดจากแดนที่ราบสูง แต่มุ่งหน้าฟันฝ่า อุปสรรคนานัปการ ปั้นแต่งเติมฝัน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของ “ชีวิตทำกิน” ฉบับนี้ที่อยากนำเสนอ
ณ ค่ำคืนหนึ่ง ในร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ย่านสวนสยาม ริมบาทวิถี มีศิลปินหนุ่มย่างก้าวเข้าร้านกับกีตาร์คู่กาย แล้วก็สาธยายเป็นบทเพลงเพื่อชีวิตแบบเบาๆ เคล้าบรรยากาศ เพิ่มรสชาติของการดื่มกิน ได้อย่างกลมกล่อมและลงตัวยิ่งนัก
     โต๊ะแล้วโต๊ะเล่า กับบทเพลงที่ลูกค้าในร้านขอให้ร้องกล่อม แลกกับน้ำใจเพียงเล็กน้อย 20 บาท 50 บาทบ้างหรืออาจจะ 100 บาท ตามแต่แขกที่ขอเพลงจะมีน้ำใจ ทำให้ศิลปินหนุ่ม มีกำลังใจ เพิ่มพลังให้สร้างสรรค์บทเพลงที่มากความหมายให้กับสังคม
“ก็แล้วแต่ครับ ตอนนี้บางคืนก็ได้ 1,000 บาท บางคืนก็ได้ 1,500 บาท นานๆ ทีก็อาจจะได้ถึง 2,000 บาทครับ รวมกับการขายซีดีของผมเอง แผ่นละ 100 บาทครับ ก่อนที่จะมีอัลบั้มของตนเอง ก็คืนละ 300 บ้าง 500 บาทบ้างครับ” เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจในงานของตน
นั่นคือ   บทสนทนาบางตอน ของ “บุญธรรม ภูผาลา” หรือ “บิ๊กเอ็น พเนจร” นามศิลปินที่เขาเลือกที่จะเป็นและนำมาใช้เป็นอาชีพในการทำมาหากินในทุกค่ำคืน
    หนุ่มวัย 29 จากแดนที่ราบสูง มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงตั้งแต่เด็ก โดยมุ่งหวังว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าถิ่นฐานบ้านเกิด ตามความตั้งใจของพี่ชาย และพ่อกับแม่
“ผมเป็นลูกชาวนา ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ครับ พอเรียนจบ ป.6 ผมก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ แล้วครับ มาอยู่กับพี่ชาย ซึ่งตอนนั้นพี่ชายผมเป็นคนดูแลเลี้ยงดูผม แทนพ่อ-แม่ ครับ พี่ผมทำงานในแวดวงดนตรี เป็นคนอยู่ข้างหลัง แต่ผมยังเด็กก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่นัก มาอยู่กับพี่ชายก็ได้เข้าเรียน ม.1 ที่โรงเรียนวัดนายโรง เขตบางกอกน้อย พอจบ ม.3 ก็ได้เรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย เขตบางกอกน้อย ผมใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ย่านนี้อยู่หลายปี รู้จักคุ้นเคยกับพื้นที่และมีเพื่อนพอสมควร หลังจากจบ ม.6 ผมก็ได้เข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ยังเรียนไม่จบครับ ผมดร็อปไว้ครับ เพราะจำเป็นต้องออกมาหาเงินเลี้ยงชีพก่อนครับ” บิ๊กเอ็น ย้อนอดีตในวัยเรียนให้ฟัง
การเดินทางจากถิ่นอีสาน บ้านนาคราวัยเด็ก แล้วมาอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ ใช่ว่าจะราบรื่น กว่าจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนและได้รับการยอมรับจากเพื่อนรุ่นเดียวกัน นั่นแทบจะเลือดตกยางออก
“คงเป็นเพราะผมเป็นคนอีสานมั้งครับ แรกๆ ผมถูกล้อเลียนเยอะมาก ว่าเป็นเด็กบ้านนอกบ้าง ด่าว่าไอ้ลาวบ้าง เขาดูถูกเรา เราก็ไม่พอใจ ด้วยความเป็นเด็ก ผมก็จะตอบโต้ ด้วยการชกต่อยเพื่อน ใครว่าผมก็ต่อยจนไม่มีคนล้อ จากทะเลาะกันก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิท และผมเริ่มรู้จักวินัยมากขึ้น ก็ตอนได้เรียน วิชาทหาร หรือ ร.ด. ก็ได้เพื่อนต่างโรงเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ส่วนการเริ่มต้นของการร้องเพลง ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ได้ร้องเพลงในงานวันเด็กของโรงเรียน ผมร้องเพลง “ดอกไม้ให้คุณ” แล้วได้กินขนม และทุกครั้งที่ผมร้องเพลง ครูก็จะให้กินขนม คงเป็นเพราะผมอยากกินขนม ผมจึงชอบร้องเพลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” ความกล้าแสดงออกเป็นที่มาของอาชีพในปัจจุบันของ บิ๊กเอ็น
และวันหนึ่งเลือดศิลปินในตัวเขาก็แสดงออกอย่างเด่นชัด เมื่อเขาได้ฟังเพลงของศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ อย่างวงคาราบาว จากบทเพลง “แร้งคอย” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความฝัน
“ผมหัดเล่นกีตาร์ ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.4 ครับ ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมได้ฟังเพลง “แร้งคอย” ของวงคาราบาว ในชุด “ช้างให้” ผมชอบมากครับ เลยอยากหัดเล่นกีตาร์ อีกเพลงหนึ่งคือ “เพลงดอกไม้พฤษภา” ของวงซูซู ผมก็หัดตีคอร์ดจนคล่อง แล้วผมก็เกิดอยากได้กีตาร์เป็นของตนเอง  ตอนแรกผมตั้งใจจะขอเงินจาก พ่อ-แม่ แต่ก็คิดได้ว่าพ่อกับแม่เป็นชาวนาจะหาเงินที่ไหนมามากมาย กะว่าจะขอพี่ชาย แต่พี่เขาก็เลี้ยงดูเรามาตลอด ไม่อยากเพิ่มภาระให้พี่ ผมเลยตัดสินใจว่า จะต้องหาเงินเอง เก็บเงินซื้อกีตาร์ให้ได้ แล้วผมก็ขอยืมกีตาร์เพื่อนออกเดินสายเล่นกีตาร์เปิดหมวก
ผมเล่นเปิดหมวกหน้าห้างพาต้าปิ่นเกล้า เมเจอร์ซินีเพล็กซ์ปิ่นเกล้า หน้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เดอะมอลล์บางแค บางทีก็มาถึงสวนจตุจักร ตอนนั้นก็กำลังเป็นนักเรียนอยู่ๆ วันหยุด หลังเลิกเรียนผมก็มาเล่นดนตรีเปิดหมวก ก็ได้รับการตอบรับจากผู้ฟังพอสมควร คนก็มามุงดูกัน บางคนก็ขอเพลงให้เราร้องให้ฟัง ร้องเสร็จเขาก็ให้มา 20 บาท รายได้เฉลี่ยวันหนึ่งประมาณ 200 บาท ผมก็เล่นมาเรื่อยจนเกือบจะจบชั้น ม.6 ผมจึงได้เงินพอที่จะซื้อกีตาร์ได้ครับ” บี๊กเอ็นเล่าอย่างมีความสุข เมื่อย้อนถึงวันวาน
เหตุการณ์บนบาทวิถีที่เขาเล่นดนตรีเปิดหมวก มีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งประทับใจและหดหู่ แต่เขาก็สู้อย่างมุมานะและไม่ยอมแพ้อุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
“หลายครั้งที่ ผมเจอเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วันหนึ่งผมเล่นดนตรีอยู่ๆ ก็โดนเทศกิจไล่ แต่ผมก็ไม่ได้ว่าเขานะ คิดว่าเขาทำตามหน้าที่ เราก็ไปเล่นที่อื่น ส่วนเหตุการณ์ดีๆ ที่ประทับใจผมที่สุดก็คือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่หน้าห้างเดอะมอลล์บางแค แล้วลูกสาวของท่าน อาจารย์สัญญา จุฬาภรณ์ ท่านบอกว่าให้ไปพบ ฝากเบอร์โทรไว้ ผมก็เลยไปพบท่าน ท่านให้ลองร้องเพลงที่ท่านแต่งไว้ แล้วท่านก็ได้ติชมว่าผมลองได้ค่อนข้างดี แต่ต่อมาผมไม่ได้ไปพบท่านอีกเพราะมาประสบปัญหาชีวิตเสียก่อนครับ แต่ก็เป็นความทรงจำที่ดีมากจุดหนึ่งของผมครับ
หลังจากจบ ม.6 ผมเข้าเรียนที่รามฯ ช่วงนั้นก็ได้มีเวลาอยู่กับพี่ชายมากขึ้น ผมก็หัดเขียนเพลง แต่งเพลง แล้วก็เล่นดนตรีตามร้านอาหารในตอนกลางคืนไปด้วย เขาให้ค่าตัวชั่วโมงละ 150 บาท ผมเล่นคืนหนึ่งก็หลายร้านครับ กลางวันก็มาเล่นเปิดหมวก พอผมเริ่มเป็นงาน พี่ชายก็ตั้งใจให้ผมทำอัลบั้ม และเตรียมงานกันมาพอสมควร พี่ชายผมเป็นคนทำเพลงอยู่ในวงการอยู่แล้ว พี่บอกว่า ขอไปบวชสัก 15 วัน แล้วค่อยกลับมาลุยงานกัน งานทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้วครับ ปี 2547 พี่ชายผมออกบวช ท่านเคยบอกว่าจะบวชเพียง 15 วัน ตั้งแต่วันนั้น พี่ผมไม่ได้กลับมา และทราบว่าท่านเป็นพระธุดงค์ที่เคร่งครัดมาก แต่ผมก็ยังไม่เคยเจอพี่ชายของผมเลยตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ครับ ทราบแต่ว่าท่านไปเอาดีทางธรรมะเราก็อนุโมทนากับท่านด้วยครับ” บทละครชีวิตที่หักเหของ บิ๊กเอ็น ที่เขาตั้งใจถ่ายทอดอย่างระมัดระวัง
หลังจากนั้น หนุ่มน้อยจากบ้านนาก็มีชะตาที่ถูกโดดเดี่ยว ชีวิตเคว้งคว้าง เหมือนเรือลำน้อย ลอยลำกลางทะเล แต่ขาดไม้พาย สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นสู้ สู้เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด สู้เพื่อปากท้องของตัว และสู้เพื่อที่จะเดินไปถึงฝัน
“พอท่านไม่สึกผมก็เหมือนเรือน้อยลอยเคว้งอยู่กลางทะเลเลยครับ ชีวิตผมอยู่กับพี่ชายมาตลอด พี่เป็นทั้งพ่อ ทั้งเพื่อน ในยามเดียวกัน  ตั้งแต่จากอกพ่อแม่มา ผมก็ได้พี่ชายเป็นคนคอยอบรมสั่งสอนมาโดยตลอด สอนทุกอย่างจนกระทั่งงานดนตรีท่านก็พยายามจะป้อนให้ พอท่านไม่อยู่ผมไม่รู้จักใครเลยครับ แต่มีวัตถุดิบอยู่ชุดหนึ่ง นั่นคือผมทำมาสเตอร์ไว้ตั้งแต่ปี 47. ก่อนที่พี่ชายจะออกบวช แล้วบอกว่าหลังจากสึกก็จะมาลุยงานชุดนี้แหละครับ แต่พอไม่มีท่าน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะงานยังไม่ได้มิกช์เสียงเลยครับตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะหาเงินมาให้ใครสักคนช่วยมิกช์เสียงให้ผมหน่อย ผมไปติดต่อหลายที่แต่มันต้องใช้เงินเยอะครับ ซึ่งตอนนั้นรายได้ผมมันน้อยมาก ผมก็เลยลุยทำงานอย่างหนักเลยครับ นอกจากเล่นดนตรีเปิดหมวก แล้วก็รับจ้างเฝ้าคอนโด ทำทุกอย่าง เก็บกวาด เช็ดถู แม้แต่นั่งเฝ้ายาม  หาเงินไปให้เขาช่วยมิกซ์เสียงให้ เงินไม่พอก็ขอผ่อนกันจนพี่เขาเห็นใจก็ได้งานมา แต่ทีนี้ก็ต้องหาเงินปั๊มแผ่น พอได้แล้ว ก็ต้องหาเงินมาพิมพ์ปกอีก มันเหนื่อยมากครับ แต่ผมไม่คิดว่ามันลำบากนะ ผมต้องสู้เพื่อที่จะได้งานมาและในที่สุด อัลบั้มชุดแรกของผมก็ออกมาได้ 10 เพลงครับ ผมใช้ชื่ออัลบั้มว่า “รอเธอที่อันดามัน” จากนั้นก็ออกร้องเพลงตามโต๊ะอาหารของร้านข้าวต้มบ้าง ร้านลาบบ้าง เสนอขายเพลงตัวเองแผ่นละ 100 บาท ก็พอที่จะตั้งหลักได้บ้าง ยังพอมีอยู่มีกิน ไม่เป็นภาระของสังคม ผมมีน้อยใช้น้อยครับ บ่อยครั้ง ที่ผมได้มีโอกาสตอบแทนสังคมบ้าง ด้วยการทำกิจกรรมกลุ่มกับพี่ๆ เพื่อนกลุ่มออฟโร้ด ออกเงินกันคนละ 200-300 บาท หลายๆ คนก็ได้หลายบาทนำไปซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนไปมอบให้กับเด็กในถิ่นทุรกันดาร ที่ถนนเข้าไม่ถึง ไม่มีสาธารณูปโภค ซึ่งยังมีอีกมากในแผ่นดินไทย เท่านี้ผมก็สุขใจแล้วครับ” บิ๊กเอ็นเล่าด้วยความจริงจัง
วันนี้ชีวิตของศิลปินหนุ่ม บิ๊กเอ็น พเนจร ยังโดดเดี่ยวทุกค่ำคืนหากฝนไม่ตก ไม่ติดภารกิจทางสังคม เขาจะสะพายกีตาร์ แล้วพาเสียงเพลงไปบริการถึงโต๊ะอาหาร ย่านสวนสยามบ้าง แฮปปี้แลนด็ หรือไม่ก็อาจจะรามอินทราบ้าง เพื่อนำรายได้มาสร้างฝันในงานชิ้นต่อไปและถ้าเหลือจากปากท้อง เขาจะคิดถึงน้องๆ ในชนบท ถิ่นทุรกันดารก่อน
นั่นคืออีกแง่มุมชีวิตหนึ่ง ของ ”ชีวิตทำกิน” ที่ต่อสู้ไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรคใดๆ สู้ด้วยใจทระนง และมีคุณธรรม ตอกย้ำอุดมการณ์อันดีงาม ของศิลปินหนุ่ม นักเดินทาง อย่างกับชื่อของเขา “บิ๊กเอ็น พเนจร”
สนใจติดต่อการแสดงในงาน ทั้งงานเล็กและงานใหญ่ คุยราคากันได้แบบกันเอง หรืออยากสนทนาแบบภาษากันเองกับบิ๊กเอ็น โทร.
08-3272-3277 ทุกวันเวลา ยกเว้นช่วงที่กำลังทำมาหากินครับ..
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 666
ประจำเดือนธันวาคม 2556
********************