นิตยสารชีวิตต้องสู้
เตรียมพบกับโปรเจคใหม่ของนิตยสารชีวิตต้องสู้ได้ที่นี่...เร็วๆ นี้

ชีวิตใสวัยทีน 

สมัคร ยกเลิก
คอลัมน์ ...สัมภาษณ์พิเศษ โดย...กองบรรณาธิการ
 
 
..3 ชีวิตคนบันเทิง..สู่รั้วมหาวิทยาลัย..
“อ.บดินทร์ ดุ๊ก – อ.แมน วทัญญู – ดร.นนนทวัชร์”
มุ่งมั่นต่อยอดวิชาให้ศิษย์..พร้อมก้าวสู่โลกแห่งความเป็นจริง
 
    อาชีพดารา หรือ นักแสดง ในวงการบันเทิงนอกจากจะมีความสามารถด้านการแสดงแล้วบางครั้งด้วยวิชาชีพที่อาศัยรูปสมบัติหน้าตาสวย หล่อ มีความสามารถ มารยาทงามจึงจะเป็นดาวค้างฟ้ายืนหยัดในวงการได้นาน แต่สำหรับนักแสดงหลายคนเลือกที่จะไม่หยุดนิ่งขวนขวายไขว่คว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพให้กับตนเองจนวันหนึ่งจากอาชีพนักแสดงกลายมาเป็นอาจารย์สอนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนกว่าหากมองในอีกมุมมอง และเขาเหล่านี้ก็สามารถนำประสบการณ์บวกวิชาความรู้มาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ดังเช่น 3คนบันเทิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการ แต่วันนี้ชีวิตพลิกผันมาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย “บดินทร์ ดุ๊ก”, “แมน-วทัญญู มุ่งหมาย” และ “เอ้ นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา”
 
.. “อ.บดินทร์ ดุ๊ก” ..
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
 
    เริ่มสตาร์ทที่ “อาจารย์บดินทร์ ดุ๊ก” เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่ออายุประมาณ 15 ปี โดยการชักชวนของโมเดิลลิ่ง มีผลงานชิ้นแรกพรีเซ็นเตอร์โฆษณาชุดกีฬา ยี่ห้อ PAN ต่อมาเขาได้ถ่ายโฆษณาอีกหลายชิ้น ได้ถ่ายแบบกับนิตยสารเปรียวเป็นฉบับแรก โดยการชักจูงของ “คุณโหน่ง-ปริญญา มุสิกมาศ”  ซึ่งเป็นท็อปไฟว์ดีไซเนอร์ของเมืองไทยในสมัยนั้น นับแต่นั้นมาชื่อของคุณบดินทร์ ดุ๊กจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและได้ถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสารเกือบทุกเล่ม อาทิ เปรียว แพรว ดิฉัน อิมเมจ รวมถึงหนังสือวัยรุ่นต่างๆ เรียกได้ว่าติด 1 ใน 10 ของนายแบบประจำปี
 
พลิกผันเป็นอาจารย์
     คุณบดินทร์ ดุ๊ก ทำงานในวงการบันเทิงประมาณ 30 ปี จุดพลิกผันที่ทำให้เขามาเป็นอาจารย์ เนื่องจากงานละครเยอะเปิดละครช่องไหนก็เห็นแต่หน้าเขา เรียกได้ว่าหน้าช้ำคนดูก็เริ่มเบื่อ และพอปีต่อมาเลยทำให้งานในวงการน้อยลงเขาเลยเริ่มห่างจากวงการแล้วไปเรียนปริญญาตรี ที่ มหาวิทยาลัยเกริก คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 จึงได้ถูกชักชวนเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย วิชาแรกที่เขาสอนคือ หลักทฤษฎีนิเทศศาสตร์ ต่อมาเขาคิดว่าความรู้เท่านี้ยังไม่เพียงพอเลยศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ สาขาบริหารสื่อสารและบันเทิง ม.เกริก โดยรวมแล้วเขาสอนที่ ม.เกริก 8 ปี ตอนนี้กำลังจะเรียนต่อระดับปริญญาเอก สาขาสื่อสารนวัตกรรม ส่วนวิชาที่เขาสอนมี วิชาการผลิตสื่อ การสร้างสรรค์สื่อ งานโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรณรงค์ และการแสดง ซึ่งในแต่ละเทอมก็จะเปลี่ยนวิชามากมาย”
 
มีความสุขกับอาชีพที่ทำ
     หลังจากที่ อ.บดินทร์ ดุ๊ก หันหลังให้กับวงการบันเทิงมาหลายปี ล่าสุด เขาก็หวนคืนวงการบันเทิงอีกครั้งกับการเล่นภาพยนตร์เรื่อง แฟนเก่า, แฟนใหม่, พิธีกรรายการนีโอวาไรตี้ ทางช่อง 5 ,พิธีกรรายการท่องเที่ยว ช้อป ชิม ชม ทางช่องนีโอทีวี และทำงานโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ รายการของตัวเอง ส่วนงานในวงการเร็วๆนี้เขาบอกกับ “ชีวิตต้องสู้” ว่าอาจจะกลับไปแต่ต้องทำตัวให้ว่างและลดความอ้วนเพราะห่างวงการมานานร่างกายสรีระเปลี่ยนแปลงแต่เขาก็แฮปปี้ที่คนจำไม่ค่อยได้
     “ผมเป็นคนที่อยู่กับความสุขอะไรที่ทำแล้วทุกข์จะไม่ทำทิ้งมันไป เพราะทุกข์จะเป็นตัวที่ทำให้เราเดือดร้อน ผมจะพูดเสมอว่าชีวิตเราตายเมื่อไหร่ไม่รู้ ผมไม่กลัวตาย ดีไม่ดีเกิดผมสัมภาษณ์อยู่นี้เดินออกไปแล้วรถชนตาย แต่ก่อนตายผมมีความสุข ได้คุยได้ยิ้มได้หัวเราะ คือทำอะไรก็ได้ให้มันหัวเราะ แต่อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น”

ติดตามอ่านเรื่องราว อ.บดินทร์ ดุ๊ก จากดาราสู่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ในนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” ฉบับที่ 637 ประจำเดือนกรกฎาคม 2554 ได้วันนี้ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
 
.. “อ.แมน-วทัญญู มุ่งหมาย” ..
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
มาที่อีกหนึ่งอาจารย์มากความสามารถทั้ง นักแสดง พิธีกร วิทยากร และร้องเพลง
ไปฟังเรื่องราวของเขากันเลย ...
 
    “อาจารย์แมน-วทัญญู มุ่งหมาย”  ย่างก้าวสู่วงการบันเทิง เมื่อปี พ.ศ. 2527 ด้วยวัย 17 ปีเข้าประกวดร้องเพลงชิงแชมป์ 5 ภูมิภาคของวาทินี ช่อง 9 อสมท. ประเภทเพลงสากลและเพลงไทยสากล ได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นและขวัญใจมหาชน หลังจากเขาจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนเบญจมะมหาราช ได้เข้ามาศึกษาต่อปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง ภาคพิเศษรุ่น 5 ด้วยพรสวรรค์ด้านการพูดที่มีมาแต่กำเนิดคุณแมนจึงได้เข้าสอบและได้รับคัดเลือกเป็นผู้ประกาศข่าวของกรมประชาสัมพันธ์  แต่เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงจึงเดินสมัครเป็นนักเรียนการแสดงของช่อง 7 สี ซึ่งเป็นนักเรียนการแสดงรุ่นแรก แล้วยังได้เป็นผู้ประกาศข่าวชายคนแรกของช่อง 7 โดยมี “คุณจักรพันธ์ ยมจินดา” กับ “คุณศันสนีย์ นาคพงษ์” เป็นผู้ฝึกสอน 
    ต่อมาคุณแมนได้รับโอกาสจากแกรมมี่ทำหน้าที่พิธีกรจัดรายการ ปล.ฉันรักเพลง ร่วมกับ “บิลลี่ โอแกน” จัดรายการวิทยุ FM.101 ร่วมกับ “คุณฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา”  จากนั้นได้มีงานจัดรายการวิทยุ ผู้ประกาศข่าว พิธีกรดำเนินรายการ นักพากย์ ฯลฯ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2529 ได้ทำอัลบั้มชุดที่ 2 ชื่อว่า “รักเงียบๆ”  ได้เป็นตัวแทนนักร้องไทยร่วมประกวดร้องเพลงที่ประเทศฮ่องกง ในปี พ.ศ. 2530 ได้คว้ารางวัลนักร้องยอดเยี่ยมเอเชียที่ประเทศฮ่องกงกลับมาอีกด้วย
โลดแล่นบนจอแก้วและจอเงิน
    ต่อมาเขาได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ชิมลางเล่นละครเรื่องแรก “ลานลูกไม้” ประกบคู่กับนางเอก “หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส” แต่ละครที่สร้างชื่อเสียงให้กับคุณแมนโด่งดัง คือ “ข้าวเปลือก” ทางช่อง 7 แสดงร่วมกับ “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด” และ “แคทลียา อิงลิช” ทำให้เขามีชื่อเสียงการเป็นนักแสดงที่มีฝีมือ ต่อมามีละครอีกมากมาย อาทิ บัวแล้งน้ำ, ตำรับรัก, มายา ฯลฯ จากนั้นได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง “เรารักกันนะที่ปักกิ่ง” ได้นางเอก “อรพรรณ พานทองวัชรพล” เป็นคู่ประกบ แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้เขาแจ้งเกิดเต็มตัวในจอเงิน คือ “พรหมจารีสีดำ” ประกบคู่กับ “นาตยา แดงบุหงา” เขาได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง และมีผลงานในวงการอีกมากมายกับการที่เขาใช้ชีวิตในวงการบันเทิง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
 
มาเป็นอาจารย์สอน ม.ศรีปทุม
    ต่อมา อาจารย์แมน ได้มาสมัครเป็นอาจารย์สอนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประมาณเกือบ 1 ปี เขาเป็นนักประชาสัมพันธ์ของ คณะนิเทศศาสตร์ และเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิทยุและโทรทัศน์ หัวหน้าของเขาคือ “ผช.ศ.นฤมล ปิ่นโต” มีผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ “ผช.ศ.ดร.กาญจนา มีศิลปวิกกัย” ซึ่งรับเขาเข้าทำงานเป็นเคสแรกคือเป็นอาจารย์ประจำพิเศษ สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้

ติดตามอ่านเรื่องราว อ.แมน วทัญญู มุ่งหมาย จากดาราสู่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ในนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” ฉบับที่ 637 ประจำเดือนกรกฎาคม 2554 ได้วันนี้ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
 
 
.. “ดร.นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา” ..
คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี
 
    ปิดท้ายกันที่ “ดร.นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา” กับการทำงานด้านสื่อโทรทัศน์ กับบทบาทหน้าที่ พิธีกรดำเนินรายการ ผู้ประกาศข่าว กระทั่งดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี 
     “ดร.นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา” ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงช่วงอายุ 21 ปี โดยได้รับคัดเลือกเป็นผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ จากโครงการรับสมัครผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ ทางช่อง 3 และด้วยใช้วุฒิการศึกษาระดับ ปวช. ยังไม่จบปริญญาผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ก็ได้ให้โอกาสเขาไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เขาจึงเข้าศึกษาต่อปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ สาขาวิทยุ-โทรทัศน์ ภาคสมทบ เสาร์-อาทิตย์ หลังพอจบปริญญาตรีเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปทุมธานี ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาได้ทำหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการ มองรัฐสภา 
     ปัจจุบันดร.นนทวัชร์ได้ผลิตรายการของตัวเอง ทางช่อง 11 เป็นรายการข่าวเด็ดสุดสัปดาห์ เพื่อหาช่องทางพัฒนาคนรุ่นใหม่ๆ ก้าวเข้ามาสู่หน้าจอโทรทัศน์ เพราะวันหนึ่งถ้าหากเขาไม่อยู่แต่เขาก็ยังได้สร้างคนคนหนึ่งที่มีทัศนคติที่ดีให้อยู่แทนเขา ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีวันตายสามารถถ่ายทอดไปเรื่อยๆ ฉะนั้นต้องพัฒนาตัวเองให้ดีคิดให้ดี ส่วนงานผู้ประกาศข่าว ทางช่อง 5 ระยะหลัง  เขาแทบไม่ได้ทำแล้วเพราะต้องใช้เวลาไปบริหารด้านการศึกษา
 
ดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.ปทุมธานี
     หลังจากที่ดร.นนทวัชร์ได้ศึกษาจบระดับปริญญาเอก เมื่อปลายปี พ.ศ. 2553 อธิการบดีมหาวิทยาลัยปทุมธานี “ดร.ชนากานต์ ยืนยง”จึงได้ทาบทามเขามาดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ 
    “การมาเป็นคณบดีของคณะนิเทศศาสตร์ อยากจะสื่อว่าเป็น 2 งานที่ผมถนัด คือสื่อสารมวลชน และการสื่อสารการตลาด พอได้รับโอกาสจากท่านอธิการบดี ดร.ชนากานต์ ยืนยง ผมก็ยินดี เพราะผมเคารพนับถืออาจารย์มาก เรามีศักยภาพในการทำงานอยู่แล้วถ้าได้มีโอกาสมาเติบเต็มให้กับน้องๆ ผมมองเห็นในจุดหนึ่งของการพัฒนาคนให้ประสบความสำเร็จ คือเราได้ถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ไปถึงเขาเป็นสิ่งที่สำคัญมากจะทำให้ใครสักคนมีความเชื่อความศรัทธาและเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรามีกลยุทธิ์ที่ดีในการนำเสนอ
    เพราะคนมาเรียนนิเทศฯ เขาก็อยากทำงานด้านนี้เราก็ต้องให้เขาสามารถปฏิบัติได้จริง ก็เลยมีการคุยกันว่าต้องมีการปรับคณะเป็นคณะนิเทศฯ ที่จะพัฒนานักนิเทศศาสตร์มืออาชีพให้กับวงการโดยใช้ประสบการณ์จากผมและคณาจารย์ที่มีอยู่ประสานรวมกัน ด้วยอายุ 39-40 อย่างผมมีประสบการณ์ทำงานมากว่า 20 ปีก็น่าจะพอใช้ประสบการณ์ตรงนี้ถ่ายทอดสู่นักศึกษาของเราได้และเรามีอาจารย์ที่มีความพร้อมอยู่แล้วด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านกิจกรรมให้นักศึกษาได้มีการปฏิบัติได้จริงสามารถเปิดโลกทัศน์ของผู้เรียนได้กว้างขึ้น ซึ่งผมผลิตรายการโทรทัศน์ของตัวเอง ผมทำงานด้านนี้มีเพื่อนๆ  มีเครือข่ายที่พอจะช่วยเหลือได้”

    ติดตามอ่านเรื่องราวชีวิต ดร.นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา จากผู้ประกาศข่าวสู่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ในนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” ฉบับที่ 637 ประจำเดือนกรกฎาคม 2554 ได้วันนี้ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ


นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 674
ประจำเดือนสิงหาคม 2556
 
********************