นิตยสารชีวิตต้องสู้
"นิตยสารชีวิตต้องสู้" โดยบริษัท ไลฟ์ นิวส์ จำกัด จัดประกวด "Thai Super Junior Award 2013"
ขอเชิญร่วมให้กำลังใจผู้เข้าประกวดรอบชิงชนะเลิศ
ในวันเสาร์ที่ 21 ธันนวาคม พ.ศ.2556
ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ สถาบันจัยจุฬาภรณ์
ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ชีวิตใสวัยทีน 

สมัคร ยกเลิก
 
 คอลัมน์ “เรื่องเด่นประจำฉบับ” 647 โดย...ธีระพงค์ พุกกะจันทร
 
.. นักบุญ..มือปราบ.. “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ..
.. ผู้อุทิศตน..ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วย ..
.. ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณ..รักษาสารพัดโรค ..
 
        พุทธภาษิต..ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า..ได้ตรัสไว้ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา”..การไม่มีโรค..เป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งการปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั้น ย่อมเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตและมีร่างกาย..คำว่าปราศจากโรคนั้นย่อมไม่มี...!

        เรื่องเด่นประจำฉบับนี้...ทีมงาน “ชีวิตต้องสู้” ขอนำเสนอเรื่องราวของบุคคลท่านหนึ่ง ที่ถึงแม้ท่านจะมีภารกิจมากมายในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ นอกจากจะมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับปวงประชาแล้ว บุคคลท่านนี้ยังได้อุทิศตนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยการนำศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณมาผสมผสานกับศาสตร์แพทย์แผนไทย รับรักษาผู้ป่วยสารพัดโรคโดยไม่คิดมูลค่า บุคคลท่านนี้ก็คือมือปราบภูธรภาค 1 “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” รอง ผบช.ภ.1 (รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1) ผู้เป็นนักบุญในเครื่องแบบของผู้ป่วยที่นอนรอความหวังจากหมอเทวดา

        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” หรือ “รองฯ แจ๊ด” ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 คนต่อไป ชื่อนี้คงจะเป็นที่รู้จักของทุกท่านกันเป็นอย่างดี เพราะนายตำรวจท่านนี้ท่านมีผลงานที่โดดเด่นมาโดยตลอดในชีวิตของการรับราชการ ท่านได้ชื่อว่าเป็นตำรวจน้ำดี มีผลงานในการปราบปรามยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ตำรวจนอกรีต และได้ออกช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมาไม่เว้นแต่ละวัน จนกลายเป็นนายตำรวจขวัญใจประชาชนไปโดยปริยาย และด้วยเหตุใดท่านจึงได้มาเปิดคลีนิกเพื่อรักษาผู้ที่เจ็บป่วย ทั้งๆ ที่ท่านก็มีภารกิจมากมายในการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดของตำรวจภูธรภาค 1 ที่มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 9 จังหวัดด้วยกัน คือ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และจังหวัดชัยนาท แต่ด้วย..จิตที่เป็นกุศล..ท่านจึงได้นำความรู้ในศาสตร์ของแพทย์แผนจีนโบราณ ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ นำมารักษาบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือชาวบ้านจากการเจ็บป่วยโดยไม่หวังค่าตอบแทน

        เพื่อความความกระจ่างชัดทีมงาน “ชีวิตต้องสู้” จึงได้ออกเดินทางในเช้าวันอาทิตย์มุ่งสู่ “ชมรมถ้ำเสือเมืองปทุม” ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเลียบคลอง 7 อำเภอธัญบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ “สังข์ทองคลีนิก การแพทย์แผนโบราณ” ตัวคลีนิกนั้นเป็นอาคารชั้นเดียว บริเวณสนามด้านหน้า จะมีรูปปั้นเสือตัวใหญ่กำลังกางปีก ที่บริเวณถนนข้างคลีนิกจะมีรถยนต์จอดเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ที่บันไดทางขึ้นคลีนิกจะมีบรรดาญาติของผู้ป่วยยืนออกันอยู่เต็มสองข้างบันได ตลอดระยะเวลาที่ทีมงานยืนสังเกตการณ์อยู่นั้น จะมีผู้คนขับรถยนต์เข้าออกกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นรถยนต์ที่นำคนป่วยมารักษา บ้างก็เดินพยุงกันมา บ้างก็นั่งรถเข็น มีคนป่วยบางคนญาติต้องให้นอนมาในผ้านวมแล้วช่วยกันหิ้วชายผ้ามาด้วยความทุลักทุเล

        เมื่อทีมงานเปิดประตูกระจกเข้าสู่ภายในคลีนิก จะเห็นบรรดาคนป่วยนั่งรอคิวเพื่อเข้ารับการรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก ทางทีมงานได้รับความสะดวกจาก “คุณจตุรงค์ ธูปกระจ่าง” ซึ่งเป็นพี่ชายของท่าน “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ได้มาให้ข้อมูลรายละเอียดพร้อมอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี และอนุญาตให้ทีมงานเข้าไปภายในห้องที่ทำการรักษาคนไข้ ซึ่งภายในห้องนั้นจะมีเตียงคนไข้ตั้งเรียงรายกว่า 10 เตียง พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ที่กำลังรักษาพยาบาลอยู่หลายสิบคน ซึ่งในวันนั้นท่าน “พ.ต.อ.เฉลิม สังข์ทอง” ได้เดินทางมาจากจังหวัดพิษณุโลกเพื่อมาทำการรักษาคนป่วยด้วยตนเอง ในคลีนิกค่อนจะแออัดไปด้วยคนป่วยและบรรดาญาติของผู้ป่วย จึงไม่สะดวกต่อการสอบถามข้อมูลต่างๆ ทางทีมงานนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” จึงได้ขอนัดสัมภาษณ์ท่าน “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” ในวันต่อมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อนำข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง   
 
เริ่มต้นชีวิตในวัยเยาว์ 
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” เป็นชาวเมืองปทุมธานีโดยกำเนิด บ้านเกิดอยู่ในอำเภอเมือง เป็นบุตรชายคนกลางของ “คุณพ่อมงคล” และ “คุณแม่จงกล ธูปกระจ่าง” ซึ่งมีอาชีพรับราชการครู โดยมีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน 3 คน คือ 
          1. นายจตุรงค์ ธูปกระจ่าง
          2. พลตำรวจตรี คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง
          3. นายอิทธิพร ธูปกระจ่าง (ถึงแก่กรรม)
        ย้อนอดีตไปเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในวัยเยาว์นั้น “ด.ช.คำรณวิทย์” เมื่อเริ่มก้าวสู่เกณฑ์การศึกษา คุณพ่อและคุณแม่จึงพาไปสมัครเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ “โรงเรียนวัดหงษ์ปทุมาวาส” จนกระทั่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จึงได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ “โรงเรียนปทุมธานี” (นันทมุนีบำรุง) จนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ “โรงเรียนปทุมวิไล” ในอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เขามีเป้าหมายในอนาคตที่จะสวมเครื่องแบบตำรวจเพื่อที่จะรับใช้ชาติและประชาชน จนความมุ่งมั่นและใฝ่ฝันของเขาก็เป็นจริงเมื่อเขาสามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยที่ “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จนกระทั่งเรียนจบหลักสูตรเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 30 เขาเริ่มบรรจุเข้ารับราชการตำรวจครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2520 ติดดาวเงินด้วยยศร้อยตำรวจตรี ในตำแหน่งรองสารวัตร สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ จนเจริญก้าวหน้าในการรับราชการมาจนสู่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และกำลังจ่อคิวเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ในเร็วๆ นี้
 
 
ศาสตร์แพทย์จีนโบราณบำบัดโรค
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” ได้บอกเล่าย้อนอดีตให้ทีมงาน “ชีวิตต้องสู้” ฟังว่า 
        “เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2523 ตอนนั้นผมเป็น ผบ.มว.กองร้อยที่ 2 กก.1 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมได้รู้จักกับ “พ.ต.อ.เฉลิม สังข์ทอง” ซึ่งท่านเก่งทางด้านการรักษาโรคด้วยศาสตร์ของแพทย์จีนแผนโบราณ ซึ่งเป็นหมอเทวดาที่เก่งมาก รักษาคนป่วยจนหายขาดได้หลายโรค ซึ่งตอนนั้น พ.ต.อ.เฉลิม สังข์ทอง ได้มาอบรมหลักสูตรผู้กำกับ ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ท่านได้รักษาผู้การและให้ผมช่วยเป็นลูกมือ ผมเลยเกิดความสนใจศึกษาในวิชานี้ ซึ่ง พ.ต.อ. เฉลิม ได้เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาและศาสตร์ของแพทย์จีนแผนโบราณให้กับผม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์ของแพทย์แผนไทย โดยช่วงแรกนั้นผมเริ่มต้นจากการเป็นลูกมือให้กับท่าน ผมใช้เวลาศึกษาวิชานี้อยู่ประมาณ 6-7 ปี จนกระทั่งเกิดความชำนาญมากขึ้น และได้ศึกษาวิชานี้มานานกว่า 30 ปีมาจนถึงปัจจุบัน และตอนนี้ผมก็ได้รับใบประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนแล้ว และใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย สาขาเวชกรรม จากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทำให้ผมสามารถรักษาคนป่วยได้โดยถูกต้องตามกฏหมาย”
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” กล่าวต่อไปว่า 
        “ศาสตร์ที่ใช้รักษาคนป่วยอยู่นี้ไม่ใช่การฝังเข็ม แต่จะเป็นการเจาะเอาเลือดเสียออกมา โดยจะใช้มีดโกนอันใหม่หักปลายแหลม แล้วใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดใบมีดเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน และนำใบมีดไปสะกิดตรงจุดที่ต้องการรักษาเพื่อให้เลือดเสียไหลออกมา จากนั้นก็จะนำกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กต้มกับเครื่องยาจีนและสมุนไพร แล้วนำกระบอกไม้ไผ่ไปครอบที่แผลตรงจุดที่ใช้มีดสะกิดไว้เพื่อเจาะดูดไขมันและเลือดเสียให้ไหลออกมา เพื่อที่จะให้เลือดใหม่ไหลเข้าไปเลี้ยงร่างกาย ระบบการไหลหมุนเวียนของโลหิตก็จะหมุนเวียนดีขึ้นและหายเป็นปกติ ซึ่งวิธีการรักษาแบบนี้จะใช้รักษาได้เกือบทุกโรค”
  
รับรักษาได้สารพัดโรค
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” ได้เล่าให้ทีมงานฟังต่อไปว่า
“เมื่อผมได้มาศึกษาแพทย์แผนไทยแล้ว จึงมีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้หายจากความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ต่อมาพอผมเริ่มที่จะรักษาคนป่วยด้วยตัวเองได้แล้ว จึงได้เปิดคลีนิกร่วมกับ พ.ต.อ.เฉลิม สังข์ทอง ซึ่งท่านมีประสบการณ์และความรอบรู้ในศาสตร์ของแพทย์แผนจีนเป็นอย่างมาก และรักษาคนป่วยได้ผลมามากต่อมากจนผู้คนพากันเรียกท่านว่า “หมอเทวดา” ซึ่งตอนแรกนั้นเราเปิดเป็นชมรมก่อนโดยใช้ชื่อว่า “ชมรมถ้ำเสือเมืองปทุม” ต่อมาจึงเปิดเป็นคลีนิกโดยมีชื่อว่า “สังข์ทองคลีนิก การแพทย์แผนไทย” สาขาปทุมธานี ตั้งอยู่ที่คลอง 7 ถนนรังสิต-นครนายก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และได้เปิดรักษามานานกว่า 3 ปี เปิดรับรักษาเฉพาะวันอาทิตย์ และทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนท่าน พ.ต.อ.เฉลิม สังข์ทอง จะเดินทางมาจากจังหวัดพิษณุโลกเพื่อทำการรักษาคนป่วยด้วยตนเอง”
        ต่อคำถามที่ว่า..ศาสตร์แพทย์จีนแผนโบราณสามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง และเท่าที่ผ่านมาการรักษาได้ผลมากน้อยแค่ไหน “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” กล่าวว่า
        “รักษาได้เกือบทุกโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเข่า ปวดข้อ ปวดหัวไมเกรน เบาหวาน ความดัน โรคภูมิแพ้ หอบหืด ลมชัก อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเกาต์ ไขข้อ ชาที่ปลายมือปลายเท้า ฯลฯ เท่าที่ผ่านมาในการรักษา คนไข้จะเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แขนขาจะมีแรง หายปวดไมเกรน หายปวดหลัง เดินเหินได้คล่องเป็นปกติ ซึ่งก็เป็นที่พึงพอใจของคนไข้ที่มารับการรักษา แต่อาการของคนไข้บางคนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่พึงพอใจและยังไม่เคยพบข้อบกพร่อง ส่วนข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยที่จะมารักษานั้นก็ไม่มีอะไร แต่จะมีก็เฉพาะคนไข้ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ก็ขอให้งดรับประทานยาก่อนมารักษาประมาณ 2-3 วันก็จะเป็นการดี เพราะจะมีผลต่อการรักษาตอนใช้มีดเจาะเอาเลือดเสียออก ซึ่งจะทำให้เลือดไหลออกมาก”
  
รักษาโดยไม่คิดค่าตอบแทน
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” บอกเล่าให้ทีมงาน “ชีวิตต้องสู้” ฟังต่อไปว่า
        “ที่คลีนิกจะไม่เก็บค่ารักษา แต่คนไข้บางคนที่มีจิตศรัทธาและพอจะมีความสามารถที่จะจ่ายได้ เขาก็จะช่วยกันบริจาคซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคนไข้ที่มีความเต็มใจ โดยทางคลีนิกไม่ได้เรียกร้อง ทางคลีนิกขอแต่เพียงให้คนไข้ที่ได้รับการรักษาไปแล้ว ได้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของตนเอง เพราะแต่ละคนย่อมมีเจ้ากรรมนายเวรติดตามมา และขอให้หมั่นทำบุญบ่อยๆ เพื่อที่โรคภัยไข้เจ็บจะได้ไม่กลับมาอีก และเจ้ากรรมนายเวรของคนไข้แต่ละคนจะได้ไม่โกรธหรืออาฆาตแค้นต่อผู้ที่ทำการรักษาโรคให้ ส่วนเงินที่ได้มาจากการบริจาคนั้น ทางชมรมถ้ำเสือจะนำไปปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษา และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปทำบุญในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศให้กับครูบาอาจารย์”
ที่มาของชมรมถ้ำเสือเมืองปทุม
        เมื่อครั้งที่ “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” รับตำแหน่งเป็นสารวัตรอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เป็นผู้พบกรุ “พระถ้ำเสือ” ที่วัดเขาดีสลัก อำเภอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระเนื้อดินสร้างในสมัยทวารวดีอายุกว่า 1 พันปี ซึ่งมีพุทธคุณครอบคลุมในทุกๆ ด้านทั้ง เมตตา แคล้วคลาด ฯลฯ เป็นที่นิยมสะสมของบรรดาเซียนพระ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ เป็นอย่างมาก โดยท่านชอบศึกษาประวัติความเป็นมาของพระรุ่นต่างๆ และจะนำพระกรุถ้ำเสือวัดเขาดีสลักติดประจำกายอยู่ตลอดเวลา ต่อมาจึงได้ก่อตั้งเป็น “ชมรมถ้ำเสือเมืองปทุม” และเปิดเป็น “สังข์ทองคลีนิก การแพทย์แผนไทย” สาขาปทุมธานี คลอง7 รังสิต-นครนายก เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา 
        “พล.ต.ต.คำรณวิทย์” ได้ฝากถึงท่านผู้อ่าน “ชีวิตต้องสู้” ทุกท่านว่า “ผมเปิดคลีนิกเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ยากจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยได้นำความรู้จากที่ได้ศึกษาศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณ และแพทย์แผนไทยมากว่า 30 ปี มาทำการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ได้หวังค่าตอบแทน อาการเจ็บไข้และเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนต้องประสบไม่มากก็น้อยแล้วแต่บุญ-กรรมในอดีตชาติของแต่ละคน จึงขอแนะนำให้ทุกท่านหมั่นทำบุญ..และรู้จักพอ..ชีวิตก็จะมีความสุข...!
  
ล้อมกรอบ
        “พ.ต.อ. เฉลิม สังข์ทอง” อายุ 71 ปี เป็นอดีต ผกก.อก. จังหวัดสุโขทัย ได้ศึกษาวิธีการรักษาศาสตร์แพทย์แผนจีนโบราณมากว่า 30 ปี ซึ่งเป็นการรักษาโดยการดูดของเสียออกจากร่างกาย 1 เดียวในประเทศไทย จากนั้นจึงได้ไปสอบใบอนุญาตแพทย์แผนไทย พท.ว.17620 ใบอนุญาตเลขที่ 65108000141 และขออนุญาตเปิดเป็นสถานพยาบาลแพทย์แผนไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ที่บ้านของตนเองเลขที่ 600 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งผู้ป่วยที่มารักษาส่วนมากไปรักษาที่อื่นมาแล้วไม่หาย โดยจะสอบถามอาการจากผู้ป่วยที่ไปรักษาแล้วแพทย์แผนปัจจุบับวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไร จึงจะทำการรักษาต่อตามศาสตร์ของแพทย์แผนจีน และแพทย์แผนไทย ผู้ที่มาเข้ารับการรักษาจะไม่มีรอยแผลเป็นหรือแผลอักเสบแต่อย่างใด เครื่องมือและอุปกรณ์ในการรักษาทุกอย่างจะผ่านการทำความสะอาด รวมถึงถุงมือจะเปลี่ยนทุกครั้งทุกคน ห้องรักษาปลอดเชื้อตามกฏของกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาจึงได้ร่วมกับ “พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” เปิดสาขาสังข์ทองคลีนิกการแพทย์แผนไทย ที่ชมรมถ้ำเสือ จังหวัดปทุมธานี โดย พ.ต.อ.เฉลิม จะเดินทางมาทำการรักษาทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน

        ท่านผู้อ่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ “สังข์ทองคลีนิก การแพทย์แผนไทย” สาขาปทุมธานี ได้ที่ “คุณจตุรงค์ ธูปกระจ่าง” หมายเลขโทรศัพท์ 08-9994-3876  

นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 666
ประจำเดือนธันวาคม 2556
********************
5 อันดับแรก
ผู้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด
วันที่ 28 ต.ค.-10 พ.ย.2556
1
2
3
4
5